icon telephoneCall Center02-141-9790
Search
icon switch languageLang
Text size
Display
icon line icon youtube icon tiktok icon messenger
banner_list

NEWS UPDATE

 

  • 2182

นักวิทยาศาสตร์เตรียมรายงาน ‘เหตุฉุกเฉิน’ ด้านมหาสมุทร ที่เกิดจากโลกร้อน

09 Sep 2019

นี่จะเป็นการประกาศที่ชัดเจนที่สุดว่า โลกที่ร้อนเกินไป ส่งผลกระทบต่อมหาสมุทรและภูมิภาคที่มีน้ำแข็งปกคลุมอย่างไรบ้าง

นักวิทยาศาสตร์ได้หารือกันในโมนาโก เพื่อสรุปรายงานเกี่ยวกับทะเลและพื้นที่ที่มีน้ำเป็นน้ำแข็ง โดยจะมีการเผยแพร่รายงานนี้ในวันพุธ ซึ่งจะเผยให้เห็นว่าท้องทะเลได้ช่วยให้เราจัดการกับอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างไร

 

นอกจากนี้จะได้เตือนด้วยว่า การที่โลกร้อนขึ้นอาจทำให้ท้องทะเลกลายเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ต่อมนุษยชาติ

 

เจ้าชายอัลเบิร์ตที่ 2 และรัฐบาลโมนาโก ได้สนับสนุนนักวิจัยจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change–IPCC) ในปี 2015 ให้ทำรายงานเกี่ยวกับมหาสมุทรและพื้นผิวโลกที่มีน้ำเป็นน้ำแข็ง

 

ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ได้ทบทวนเอกสารที่ได้รับการตีพิมพ์หลายร้อยฉบับ เกี่ยวกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อท้องทะเล ขั้วโลก และธารน้ำแข็ง

 

รายงานฉบับนี้ได้แกะรอยกระแสน้ำที่ไหลลงจากยอดเขาที่เป็นน้ำแข็งลงสู่ทะเล และการที่โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้อย่างไรบ้าง

 

ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา พวกเขาได้พยายามหาข้อสรุปร่วมกันเกี่ยวกับผลการศึกษากับผู้แทนจากรัฐบาลต่างๆ และจะเผยแพร่รายงานนี้ในวันพุธ คาดว่า รายงานฉบับนี้จะเผยถึงรายละเอียดของภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อผู้คนหลายร้อยล้านคนก่อนสิ้นศตวรรษนี้

 

นอกจากนี้จะมีการเตือนถึงภัยที่เกิดจากน้ำทะเลที่มีความเป็นกรดมากขึ้นด้วย ความเสี่ยงต่อปะการังและการทำประมง และความเป็นไปได้ที่โลกร้อนจะทำให้ชั้นดินเยือกแข็ง (permafrost) ละลาย และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณมหาศาลออกมา ซึ่งจะทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นไปอีก

 

เมลิสซา หวัง นักวิทยาศาสตร์ของกรีนพีซ กล่าวว่า “ที่อัตราการปล่อยในปัจจุบัน ในแต่ละชั่วโมง เราปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ล้านตัน ลงสู่ท้องทะเล”

 

“ถ้าเราไม่เพิ่มความพยายามในการลดการปล่อยคาร์บอน และดำเนินมาตรการต่างๆ ในการปกป้องท้องทะเล จะทำให้เกิดผลเสียหายตามมาอย่างรุนแรงทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และต่อมนุษย์”

 

ทะเลสัมพันธ์กับสภาพอากาศอย่างไร

 

ท้องทะเลเป็นเหมือนกับพี่สาวคนโตที่ต้องช่วยเหลือน้องที่ประมาท แต่ละปีมหาสมุทรดูดซับการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ไว้ราว 1 ใน 4 ตั้งแต่ปี 1970 มหาสมุทรได้ดูดซับความร้อนส่วนเกินที่มาจากภาวะโลกร้อนไว้กว่า 90% ถ้ามหาสมุทรไม่ดูดซับความร้อนนี้ไว้ พื้นผิวของโลกคงจะถูกทำลายเพราะความร้อนส่วนเกิน แต่การดูดซับนี้มีราคาที่ต้องจ่าย ผลที่เกิดขึ้นคือ น้ำทะเลร้อนขึ้น มีความเค็มลดลง และมีความเป็นกรดมากขึ้น

 

ศ. แดน ลาฟโฟลีย์ จากสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ (International Union to Conserve Nature) กล่าวกับบีบีซีว่า “ความจริงแล้ว เราได้แอบพึ่งพามหาสมุทรในการทำสิ่งเหล่านี้ แต่ตอนนี้มาถึงจุดที่มหาสมุทรได้เปลี่ยนแปลงไป เพราะขนาดของสิ่งที่เราทำ”

 

โลกร้อนเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างเรากับน้ำทะเลและน้ำแข็งอย่างไร

 

โลกที่กำลังร้อนขึ้น ส่งผลกระทบอย่างมากต่อทุกอย่างที่เป็นน้ำแข็ง ดังนั้น รายงานของ IPCC จะดูว่า แผ่นน้ำแข็งในกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาลดลงมากแค่ไหน รวมถึงธารน้ำแข็งจากภูเขาต่างๆ ทั่วโลก มันจะทำให้ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเพิ่มความเป็นกรดในน้ำทะเลส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล นอกจากนี้ ก็ยังมีส่วนทำให้เกิด “ซูเปอร์สตอร์ม” หรือ “พายุระดับรุนแรงอย่างมาก” มากขึ้นด้วย

 

หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่มากที่สุดคือผลกระทบต่อแผ่นน้ำแข็งในกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกา ซึ่งได้รับผลกระทบมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ภูมิภาคที่ถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งเหล่านี้ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อระดับน้ำทะเล ซึ่งจะส่งผลทำให้เกิดน้ำท่วมทั่วโลกได้

 

เดวิด ชุกแมน บรรณาธิการข่าววิทยาศาสตร์ของบีบีซี รายงานว่า ปีนี้มีการละลายของน้ำแข็งในกรีนแลนด์มากเป็นประวัติการณ์ครั้งหนึ่ง ช่วงเวลาเพียง 1 วัน มีน้ำแข็งละลายถึง 12.5 พันล้านตัน แอนตาร์กติกา ก็มีส่วนอย่างมากที่จะทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มขึ้นเช่นกัน จากผลการศึกษาหลายแห่ง ปริมาณน้ำแข็งที่ละลายในแอนตาร์กติกา เพิ่มขึ้น 6 เท่าต่อปี ระหว่างปี 1979-1990 และ 2009-2017

 

รายงานนี้เกี่ยวกับระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นอย่างเดียวหรือไม่

 

เนื้อหาจำนวนมากของรายงานนี้มุ่งเน้นไปที่ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น มีการคาดการณ์ว่า จะมีการปรับประมาณการณ์ปัจจุบันของระดับน้ำทะเลบางแห่งที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากประเทศที่เป็นเกาะขนาดเล็กต่างๆ และเมืองขนาดใหญ่หลายแห่งจะเผชิญความเสี่ยงนี้เพิ่มขึ้นในช่วงกลางศตวรรษนี้

 

อเล็กซานเดอร์ แม็กนาน นักวิจัยที่สถาบันวิจัยนโยบาย IDDRI ในกรุงปารีสของฝรั่งเศส และเป็นผู้ร่วมเขียนรายงานมหาสมุทร IPCC ด้วย กล่าวว่า “ก่อนสิ้นศตวรรษนี้ หากไม่มีการเพิ่มความพยายามในการปรับตัวอย่างมาก เราอาจจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงสูงที่แนวชายฝั่งจะลดลง เกาะที่เป็นแนวปะการังต่างๆ อย่าง มัลดีฟส์ และชุมชนในแถบอาร์กติกบางแห่ง ถึงแม้ว่าจะมีการปล่อยคาร์บอนในระดับต่ำก็ตาม”

 

“ในกรณีที่มีการปล่อยคาร์บอนในระดับสูง เมืองร่ำรวยขนาดใหญ่หลายแห่งอย่าง นิวยอร์ก หรือ เซี่ยงไฮ้ และสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่มีการทำการเกษตรในพื้นที่เขตร้อนอย่าง สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงจะเผชิญกับความเสี่ยงสูงหรือสูงมาก”

 

ส่วนประมาณการณ์ระดับน้ำทะเลในศตวรรษหลังจากปี 2100 ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก โดยคาดว่า ระดับน้ำทะเลอาจสูงกว่าปัจจุบัน 100 เท่า น้ำท่วมที่สร้างความเสียหาย มีโอกาสเกิดเพิ่มขึ้นในช่วงศตวรรษนี้

 

เจน ลูบเชนโค อดีตผู้อำนวยการที่องค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติ (National Oceanic and Atmospheric Administration–NOAA) สหรัฐฯ และประธานร่วมคณะกรรมการระดับสูงเพื่อเศรษฐกิจทางทะเลที่ยั่งยืน (High Level Panel for a Sustainable Ocean Economy) กล่าวว่า “ผลกระทบจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นเป็นผลเกี่ยวเนื่องกับผลจากการที่อุณหภูมิโลกสูงขึ้น”

 

“เพราะมหาสมุทรกำลังร้อนขึ้น เราก็เลยเผชิญกับพายุที่รุนแรงขึ้น เพราะมหาสมุทรกำลังเพิ่มระดับขึ้น พายุเหล่านั้นจึงทำให้เกิดคลื่นพายุซัดฝั่ง (storm surge) มากขึ้นด้วย”

 

รายงานนี้ศึกษาถึงผลกระทบอื่นๆ ในทะเลหรือไม่

 

รายงานนี้ ยังศึกษาถึงคลื่นความร้อนในทะเลที่เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งจะเพิ่มขึ้นในช่วงกลางศตวรรษนี้ และจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศต่าง ๆ และปัญหาปะการังฟอกขาว

 

ฌอง-ปิแอร์ กัตทูโซ ผู้เขียนรายงานของ IPCC และนักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยซอร์บอน (Sorbonne University) กล่าวว่า “ในกรณีที่ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก คลื่นพายุซัดฝั่งที่เกิดจากพายุไซโคลน ซึ่งเกิดขึ้นไม่บ่อยนักในประวัติศาสตร์ อย่างในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา จะกลายเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นปกติในปี 2100 ในทุกสถานการณ์การปล่อยคาร์บอน”

 

“นี่จะส่งผลกระทบต่อเมืองขนาดใหญ่ที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มและเกาะขนาดเล็กต่างๆ”

 

นอกจากนี้ รายงานนี้จะศึกษาเกี่ยวกับความเป็นกรดของน้ำทะเลและจะแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้ความเป็นกรดเปลี่ยนไป เนื้อหาหลายส่วนได้พูดถึงแนวปะการัง และมีการศึกษาเรื่องการจับปลาและปริมาณปลา ซึ่งน่าจะลดจำนวนลงอย่างมาก”

 

แล้วภูมิภาคที่ถูกน้ำแข็งปกคลุมและธารน้ำแข็งต่างๆ ล่ะ

 

สำหรับคนที่อาศัยอยู่แทบเทือกเขาหิมาลัย และเทือกเขาฮินดูกูช โลกที่ร้อนขึ้นในอนาคต จะทำให้พวกเขาได้รับน้ำที่ไหลมาจากธารน้ำแข็งมากเกินไปในช่วงแรก เพราะการละลายของธารน้ำแข็ง แต่หลังจากนั้นปริมาณน้ำก็จะไม่เพียงพอ การละลายของชั้นดินเยือกแข็ง อาจปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์หลายพันล้านตันออกสู่ชั้นบรรยากาศ

 

รายงานเมื่อปีที่แล้ว ระบุว่า ทุ่งน้ำแข็งขนาดใหญ่จำนวน 2 ใน 3 อาจจะหายไปภายในสิ้นศตวรรษนี้หากไม่มีการเร่งตัดลดการปล่อยคาร์บอนลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้คนหลายล้านคนที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคดังกล่าว

 

รายงานของ IPCC จะแสดงหลักฐานที่ภาวะโลกร้อนส่งผลกระทบต่อพื้นที่ที่มีชั้นดินเยือกแข็ง (permafrost) ด้วย ราว 30-99% ของดินเยือกแข็งถาวรในเขตซีกโลกเหนืออาจละลายภายในสิ้นศตวรรษนี้ และปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาหลายพันล้านตัน ซึ่งจะเป็นการเร่งภาวะโลกร้อนไปสู่ระดับที่อันตรายมากยิ่งขึ้น

 

มีเรื่องดีๆ ในรายงานนี้หรือไม่

 

รายงานนี้จะเผยให้เห็นว่า มหาสมุทรอาจเป็นทางออกของภัยคุกคามต่างๆ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลก มีระบบพลังงานหมุนเวียนที่เกิดจากการใช้น้ำทะเล ขณะที่การตัดลดคาร์บอนจากการขนส่งทางเรือจะเป็นก้าวสำคัญ การปลูกป่าชายเลนและหญ้าทะเลเพิ่มขึ้นจะช่วยกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมหาศาลออกจากชั้นบรรยากาศได้

 

แม้แต่การหันมากินอาหารทะเลมากขึ้น ก็จะช่วยลดคาร์บอนลงได้

 

ที่มาของข่าว: www.khaosod.co.th