การประชุม COP30 หรือ Conference of the Parties ครั้งที่ 30 ซึ่งจะจัดขึ้น ณ เมืองเบเลง (เป็นเมืองปากแม่น้ำแอมะซอน) ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 10-21 พฤศจิกายน 2568 ถือเป็นเวทีระดับโลกที่มีความสำคัญยิ่งต่อการกำหนดทิศทางการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ปี 2030 โดยเฉพาะภายใต้บริบทของความตกลงปารีสและกรอบเป้าหมายด้านความหลากหลายทางชีวภาพและการลดมลพิษที่ทั่วโลกกำลังเร่งขับเคลื่อน และจะเป็นโอกาสครบรอบ 10 ปีของการมีผลบังคับใช้ภายใต้ความตกลงปารีส
ประเด็นสำคัญที่น่าจับตาใน COP30 1. การยกระดับเป้าหมาย NDC 3.0 คือการที่ประเทศภาคีจะต้องยื่น แผนการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contributions : NDCs) ฉบับปรับปรุงใหม่ ซึ่งเป็นเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกระยะสั้นถึงปี 2035 เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมาย 1.5 ∘C ตามความตกลงปารีส (Paris Agreement) ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทุกประเทศต้องแสดงความมุ่งมั่นที่ทะเยอทะยานมากกว่าเดิม
2. การบูรณาการภาคเกษตรและอาหาร ภาคเกษตรซึ่งเป็นทั้งแหล่งปล่อยและผู้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะถูกยกระดับเป็นหัวใจของการเจรจา โดยมีการนำเสนอเครื่องมือ MRV และระบบข้อมูลเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำ
3. การประชุมครั้งนี้จะติดตามความคืบหน้าของ เป้าหมายการเงินด้านสภาพภูมิอากาศ (New Collective Quantified Goal - NCQG) ที่ต้องกำหนดขึ้นตั้งแต่ COP29 รวมถึงการทำงานของ กองทุนความสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage Fund) ซึ่งเป็นกลไกช่วยเหลือประเทศที่เปราะบางและได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศรุนแรง โดยเฉพาะความชัดเจนของเงินทุนที่ต้องไหลเข้ากองทุนอย่างต่อเนื่อง
4. การเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรม (Just Transition) แม้ว่า COP28 จะมีความคืบหน้าในการเรียกร้องให้เปลี่ยนผ่านห่างออกจากเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ใน COP30 จะเน้นไปที่การสร้างกลไกสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน สำหรับประเทศกำลังพัฒนา โดยเฉพาะการเร่งรัดการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน (Renewables) และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน 3 เท่า ภายในปี 2030
ภาพรวมการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยบนเวที COP30 ประเทศไทยในฐานะประเทศกำลังพัฒนาที่มีความเสี่ยงสูงต่อผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ ได้เตรียมความพร้อมและแสดงความมุ่งมั่นในหลายด้าน เพื่อให้สอดคล้องกับวาระโลกใน COP 30 ดังนี้
- เป้าหมาย Net Zero: ประเทศไทยมีเป้าหมายบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emission) ภายในปี 2050 (พ.ศ. 2593)
- NDC 3.0 ฉบับปรับปรุง: ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 109.2 MtCO₂e กำหนดระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิไม่เกิน 152 MtCO₂e ภายในปี 2035 ให้สอดคล้องกับ 1.5 ∘C pathway
นอกจากนี้ประเด็นสำคัญที่ถูกยกขึ้นมาในการประชุม COP ตลอดหลายปีที่ผ่านมาคือ เป้าหมายการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับโลก (Global Goal on Adaptation - GGA) ซึ่งได้รับการตกลงไว้ในความตกลงปารีส (Paris Agreement) แต่ยังขาดความชัดเจนด้านตัวชี้วัด (Indicators) และกลไกสนับสนุนที่วัดผลได้ การประชุม COP30 จะเป็นเวทีสำคัญในการขับเคลื่อนวาระ GGA ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ไม่ใช่แค่การเจรจาทางการเมือง แต่เป็นเวทีชี้ชะตาที่สำคัญเป็นโอกาสของไทยในการแสดงจุดยืนผู้นำในภูมิภาคอาเซียนด้านการจัดการกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
SOURCE: กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม