icon telephoneCall Center02-141-9790
ค้นหา
icon switch languageภาษา
ขนาดตัวอักษร
การแสดงผล
icon line icon youtube icon tiktok icon messenger
banner_list
  • %E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%202026%20_700%20x%20700

2 กุมภาพันธ์ ร่วมอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งกักเก็บก๊าซเรือนกระจกใน “วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก” และเกิดผลพลอยได้เป็น “คาร์บอนเครดิต”

02 ก.พ. 69



                      วันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก (World Wetlands Day) ตรงกับวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เพื่อรำลึกถึงวันที่มีการลงนามอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ หรืออนุสัญญาแรมซาร์ (Ramsar Convention) ณ เมืองแรมซาร์ ประเทศอิหร่าน ซึ่งวัตถุประสงค์ในการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ชุ่มน้ำ รวมทั้งอนุรักษ์ระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างยั่งยืนภายใต้เงื่อนไขการจัดการในแต่ละประเทศนั้น ๆ โดยประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2541 เป็นประเทศลำดับที่ 110

                      อย่างที่หลายคนรู้กัน การดูแลพื้นที่ป่าไม้ หรือ การเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ จะช่วยดูดซับและกักเก็บคาร์บอนและช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน แต่อีกหนึ่งระบบนิเวศที่ช่วยจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่หลายคนอาจคิดไม่ถึง นั้นคือ “พื้นที่ชุ่มน้ำ” ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นแหล่งดูดซับ/กักเก็บก๊าซเรือนกระจกที่สูงกว่าป่าไม้ถึง 5-10 เท่า และยังเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ แหล่งอาหารให้มนุษย์และสัตว์ ช่วยลดความรุนแรงของปัญหาน้ำท่วม ลดการพังทลายหน้าดิน ป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ช่วยกรองและบำบัดน้ำ และช่วยควบคุมการไหลเวียนของน้ำไปยังแหล่งน้ำใต้ดิน

                      ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ชุ่มน้ำประมาณ 36,616.16 ตารางกิโลเมตร หรือ 22,885,100 ไร่ คิดเป็น 7.5 % ของพื้นที่ประเทศไทย โดยตลอด 20 ปีหลังอนุสัญญาแรมซาร์ พบว่า พื้นที่ชุ่มน้ำของไทยลดลงเกือบครึ่ง ไม่ว่าจะเกิดจากภาวะแล้งแห้ง หรือถูกบุกรุกอย่างหนักจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน เป็นพื้นที่เกษตรกรรมและการขยายตัวของชุมชนเมือง นิคมอุสาหกรรม ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างสาธารณูปโภคต่าง ๆ

                      อีกทางหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นทางเลือกในการอนุรักษ์ รักษา และฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ โดยมีผลพลอยได้เป็นคาร์บอนเครดิต นั้นคือ การดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) ในภาคป่าไม้ ที่ TGO พัฒนาขึ้น ทั้งในระดับ Standard T-VER และ Premium T-VER ซึ่งสามารถนำปริมาณการลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจกที่ได้จากการดำเนินโครงการ ที่เรียกว่า “คาร์บอนเครดิต” ไปซื้อขายในตลาดคาร์บอนได้ ผ่านการดำเนินโครงการโดยใช้ระเบียบวิธีลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามที่ TGO กำหนด สำหรับพื้นที่ดำเนินโครงการไม่มีกำหนดขั้นต่ำ โดยสามารถนำหลาย ๆ แปลงมารวมกันได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นผืนหรือแปลงเดียวกัน

                      โครงการ Standard T-VER ตัวอย่างเช่น ระเบียบวิธีฯ (T-VER-S-METH-13-07) กิจกรรมการอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่พรุ ซึ่งเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินจากพื้นที่พรุเป็นการใช้ประโยชน์ที่ดินรูปแบบอื่น และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากความเสื่อมโทรมของพื้นที่พรุ รวมทั้งการเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพจากการปลูกและฟื้นฟูพื้นที่พรุด้วยพืชพรรณดั้งเดิมในระบบนิเวศ โดยพื้นที่โครงการต้องเป็นพื้นที่พรุ ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำนอกพื้นที่ชายทะเล (Inland wetland) ที่มีการสะสมของอินทรียวัตถุที่ยังคงมีการย่อยสลายบางส่วน ซึ่งมีปริมาณขี้เถ้าเท่ากับหรือน้อยกว่าร้อยละ 35 มีความลึกของดินพรุไม่น้อยกว่า 30 เซนติเมตร และมีปริมาณอินทรียคาร์บอนอย่างน้อยร้อยละ 12

                      ในส่วนของมาตรฐานขั้นสูง หรือ Premium T-VER ตัวอย่างเช่น ระเบียบวิธีฯ (T-VER-P-METH-13-02) กิจกรรมการปลูกป่าชายเลน ซึ่งเป็นการลดก๊าซเรือนกระจก โดยการเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพเหนือดินและมวลชีวภาพใต้ดิน รวมทั้งไม้ตาย และคาร์บอนในดิน (ทางเลือก) จากการปลูกป่าชายเลนในพื้นที่ที่ไม่เคยเป็นป่า (Afforestation) และพื้นที่ที่เคยเป็นป่ามาก่อน (Reforestation) โดยต้องเป็นการปลูกป่า ดูแล และการจัดการป่าปลูกอย่างถูกวิธี พื้นที่โครงการมีหนังสือแสดงสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินตามกฎหมายกำหนด และพื้นที่กรณีฐานก่อนเริ่มโครงการต้องไม่ใช่ป่า (การปกคลุมเรือนยอดของต้นไม้ที่มีความสูงเต็มที่ไม่น้อยกว่า 3 เมตร เฉลี่ยน้อยกว่าร้อยละ 30 ของพื้นที่) และกิจกรรมโครงการสามารถดำเนินการปลูกพืชป่าชายเลนร่วมกับพืชอื่นได้ แต่ทั้งนี้พืชที่ใช้ปลูกและฟื้นฟูป่าจะต้องเป็นชนิดพันธุ์พืชป่าชายเลนมากกว่าร้อยละ 90 ของพื้นที่โครงการ แต่หากมีการปลูกพันธุ์พืชชนิดอื่นใดนอกเหนือจากพันธุ์พืชป่าชายเลนในปริมาณมากกว่าร้อยละ 10 ของพื้นที่โครงการจะต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางอุทกวิทยาของพื้นที่โครงการและพื้นที่นอกโครงการ

                      อีกระเบียบวิธีของ Premium T-VER คือ ระเบียบวิธีฯ (T-VER-P-METH-13-04) กิจกรรมการฟื้นฟูป่าชายเลนและหญ้าทะเล ซึ่งเป็นการเพิ่มการกักเก็บและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากโครงการที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำบริเวณเขตน้ำขึ้นน้ำลง ได้แก่ ป่าชายเลนและหญ้าทะเลที่ก่อให้เกิดการเพิ่มขึ้นของมวลชีวภาพเหนือดิน มวลชีวภาพใต้ดิน และคาร์บอนในดิน รวมทั้งกิจกรรมที่ทำให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซมีเทนและไนตรัสออกไซด์ในพื้นที่ จากการเพิ่มความเค็มและการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน และกิจกรรมที่ทำให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยหลีกเลี่ยงการสูญเสียอินทรีย์คาร์บอนในดิน ซึ่งพื้นที่โครงการต้องมีหนังสือแสดงสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินตามกฎหมายกำหนด ไม่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำใต้ดิน เว้นแต่เป็นโครงการที่เปลี่ยนพื้นที่จากทะเลเปิดเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำเขตน้ำขึ้นน้ำลง หรือมีการปรับปรุงทางน้ำให้เชื่อมต่อกับพื้นที่กักเก็บน้ำ ต้องไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางอุทกวิทยานอกพื้นที่โครงการ และต้องไม่มีการทำไม้ออกเชิงพาณิชย์ในกรณีฐาน

                      สำหรับตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตในต่างประเทศของโครงการการปลูกป่า การฟื้นฟูป่า และการการฟื้นฟูพืชพรรณ (Afforestation, Reforestation and Revegetation) ในพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งจัดเป็นคาร์บอนเครดิตในกลุ่ม Blue Carbon โดยมีตัวอย่างของโครงการปลูกป่า ฟื้นฟูป่า ปลูกพืชใหม่ในพื้นที่ชุ่มน้ำชายฝั่งทะเลที่เสื่อมโทรม ดำเนินการในพื้นที่ 350,000 เฮกตาร์ ของเขต Thatta และ Sujawal ในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำสินธุ ประเทศปากีสถาน (VM0033 Methodology for Tidal Wetland and Seagrass Restoration, v2.1) ซึ่งใช้มาตรฐาน Verified Carbon Standard (VCS) ของ Veera รับรองคาร์บอนเครดิต และมีการขายคาร์บอนเครดิตในราคาประมาณ 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (USD/tCO2eq) ส่วนตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจภายในประเทศไทยยังไม่มีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในกลุ่ม Blue Carbon

                      มาร่วมกันตระหนักถึงคุณค่า และความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำ พร้อมอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ เพื่อรักษาความสมดุลของระบบนิเวศโลก ปกป้องแหล่งดูดซับ/กักเก็บก๊าซเรือนกระจก และลดความรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อสร้างโลกที่น่าอยู่และอนาคตที่ยั่งยืนให้กับพวกเราทุกคน

 

ข้อมูลเพิ่มเติม

โครงการ Standard T-VER ---> https://tver.tgo.or.th/index.php/th-standard/std-th-standard-t-ver

โครงการ Premium T-VER ---> https://tver.tgo.or.th/index.php/th-premium/pre-th-premium-t-ver

 

ที่มา/แหล่งข้อมูล