
ท่ามกลางกระแสการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ตลาดคาร์บอนเครดิตกำลังเป็นที่จับตามองจากทั้งนักลงทุนและภาคธุรกิจ เมื่อคาร์บอนเครดิตเป็นหนึ่งในเครื่องมือในการลดผลกระทบและบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก ส่งผลให้ตลาดกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การเติบโตนี้มาพร้อมกับความท้าทายในด้านความน่าเชื่อถือและความโปร่งใส "การทำ Due Diligence" จึงไม่ใช่แค่ขั้นตอน แต่เป็นหัวใจสำคัญที่จะขับเคลื่อนตลาดนี้ให้ยั่งยืน สร้างผลกระทบเชิงบวกที่แท้จริง และไม่ตกเป็นเหยื่อของการฟอกเขียว (Greenwashing) ที่อาจเกิดขึ้นได้
การทำ Due Diligence สำหรับคาร์บอนเครดิตในบริบทของประเทศไทยนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาถึงคุณลักษณะสำคัญของโครงการลดก๊าซเรือนกระจกที่เป็นแหล่งกำเนิดคาร์บอนเครดิตอย่างรอบด้าน ประเด็นแรกที่ต้องให้ความสำคัญคือ การดำเนินงานเพิ่มเติมจากการดำเนินงานตามปกติ (Additionality) ซึ่งเป็นหัวใจหลักของคาร์บอนเครดิต โดยจะต้องตรวจสอบว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากโครงการนั้นไม่ได้เป็นกิจกรรมที่ทำตามปกติอยู่แล้ว หรือเป็นสิ่งที่ถูกบังคับใช้โดยกฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่างๆ อยู่ก่อนแล้ว แต่เป็นการลงทุนหรือการดำเนินการที่ "เพิ่มเติม" ซึ่งหากไม่มีกลไกของคาร์บอนเครดิตเข้ามาช่วยแล้ว อาจจะไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ที่จะดำเนินการ สิ่งสำคัญถัดมาที่รับประกันความน่าเชื่อถือของคาร์บอนเครดิตคือ การตรวจวัด การรายงาน และการทวนสอบ (MRV - Measurement, Reporting, and Verification) ผู้ซื้อจำเป็นต้องตรวจสอบว่าปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่โครงการลดได้นั้น สามารถวัดผลได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ มีการรายงานข้อมูลอย่างโปร่งใส และที่สำคัญคือผ่านการทวนสอบอย่างอิสระจากนิติบุคคลที่สามที่ได้รับการรับรอง รวมถึงต้องพิจารณาระเบียบวิธีการคำนวณที่ใช้ ระบบการจัดเก็บข้อมูล รายงานการติดตามผล และรายงานการทวนสอบอย่างถี่ถ้วน ความถาวร (Permanence) ของการลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจกก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ไม่อาจมองข้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการดูดซับและกักเก็บคาร์บอน เช่น โครงการปลูกป่า ควรพิจารณาว่าการลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากโครงการนั้นจะคงอยู่ถาวรหรือไม่ ควบคู่ไปกับการพิจารณาเรื่อง การรั่วไหล (Leakage) การดำเนินโครงการในพื้นที่หนึ่ง ต้องไม่ส่งผลให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นในพื้นที่อื่น และสุดท้ายหลักการที่สำคัญไม่แพ้กันคือ คาร์บอนเครดิตนั้นต้องไม่ถูกนับซ้ำ (No Double Counting) หลักการนี้รับรองว่า 1 หน่วยของคาร์บอนเครดิต (1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) จะถูกนับและอ้างสิทธิ์ รวมถึงการใช้ ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ การพิจารณาถึง ผลประโยชน์ร่วม (Co-benefits) ที่เกิดขึ้นจากโครงการนอกเหนือจากการลดหรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจกก็เป็นสิ่งที่มีคุณค่า เช่น โครงการส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ การพัฒนาชุมชน การสร้างงาน หรือการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่น ควบคู่ไปกับการประเมินและตรวจสอบ การส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและการปกป้องผลกระทบด้านลบของโครงการ (Sustainable Development and Safeguards) ว่าโครงการจะต้องมีส่วนช่วยส่งเสริมเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ รวมทั้งโครงการได้ดำเนินการโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชุมชนและระบบนิเวศในเชิงบวกและลบอย่างรอบคอบ และมีมาตรการป้องกันหรือบรรเทาผลกระทบเชิงลบอย่างเหมาะสมตามมาตรฐานสากล
องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยลดภาระการทำ Due Diligence ของผู้ซื้อในตลาดคาร์บอนของไทย ผ่านการพัฒนา โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ T-VER ในรูปแบบมาตรฐานขั้นสูง หรือ Premium T-VER ซึ่งเป็นกลไกที่ อบก. ได้กำหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐานในการพัฒนาโครงการอย่างเข้มข้น ครอบคลุมหลักการข้างต้นทั้งหมด และมีระบบทะเบียนคาร์บอนเครดิตที่สอดคล้องตามหลักการสากล ทำให้ผู้ซื้อที่เลือกซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการที่ได้รับการรับรอง Premium T-VER สามารถมั่นใจในคุณภาพและความถูกต้องของเครดิตได้ อย่างไรก็ตาม การทำ Due Diligence เพิ่มเติมโดยละเอียดก็ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ซื้อ เพื่อให้แน่ใจว่าโครงการนั้นสอดคล้องกับกลยุทธ์และความคาดหวังขององค์กรในทุกมิติอย่างแท้จริง